สรุปเนื้อหารายวิชาสังคม เรื่องอริยสัจ4
๑)ทุกข์(ธรรมะที่ควรรู้)
๑.๑)ขันธ์๕ (ธรรมที่ควรรู้)
- รูป (ร่างกาย รูปนามธรรม)
- เวทนา (ความรู้สึกของกายและใจ)ประกอบไปด้วย
- ความรู้สึกสบายกายและใจ เรียกว่า สุขเวทนา
- ความรู้สึกไม่สบายกายและใจ เรียกว่า ทุกขเวทนา
- ความรู้สึกที่ไม่เป็นสุขและไม่เป็นทุกข์ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา
- สัญญา (ความจำที่เกิดจากการหมายรู้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม)
- สังขาร (การคิดปรุงแต่งจิต ดีบ้างไม่ดีบ้าง)
- วิญญาณ (การรับรู้อารมณ์) ประกอบไปด้วย
- จักขุวิญญาณ เกิดจากการรับรู้ทางตา หรือการเห็น
- โสตวิญญาณ เกิดจากการรับรู้ทางหู หรือการได้ยิน
- ฆานวิญญาณ เกิดจากการรับรู้ทางจมูก หรือการได้กลิ่น
- ชิวหาวิญญาณ เกิดจากการรับรู้ทางลิ้น หรือการได้ลิ้มรส
- กายวิญญาณ เกิดจากการรับรู้ทางกาย หรือการสัมผัสทางกาย
- มโนวิญญาณ เกิดจากการรับรู้ทางใจ หรือการคิด
๑.๒)อายตนะ
- อายตนะภายนอก (รูป กลิ่น รส เสียง สัมผัส นึกคิด)
- อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
๒)สมุหทัย(ธรรมที่ควรละ หรือไม่ควรจะกระทำ)
๒.๑)วิบัติ๔ (สิ่งที่สนับสนุนกรรมชั่ว ขัดขวางกรรมดี)
- คติวิบัติ (เกิดอยู่ในถิ่นไม่เจริญ)
- อุปธวิบัติ(เกิดมามีร่างกายพิการ)
- กาลวิบัติ(เกิดในสมัยบ้านเมืองทุกข์เข็ญ)
- ปโยควิบัติ(ทำงานไม่ตรงความถนัด)
๒.๒)สมบัติ๔ (ความถึงพร้อม ๔ ประการ)
- คติวิบัติ(เกิดอยู่ในถิ่นเจริญ)
- อุปธวิบัติ (เกิดมามีร่างกายแข็งแรง สง่า หน้าตาดี)
- กาลวิบัติ (เกิดอยู่ในสมัยบ้านเมืองสุขสงบ สังคมยกย่องคนดี)
- ปโยควิบัติ(ทำงานครบถ้วน ทำงานตรงกับความสามารถของตน)
๒.๓)อกุศลกรรมบถ๑๐ (ทางแห่งความชั่ว)
๒.๓.๑) การทำความชั่วทางกาย มี ๓ ประการ
- ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์ หรือการทำให้สัตว์โลกถึงแก่ความตาย)
- อทินนาทาน(การลักขโมย การล่อลวง การฉ้อโกง การยักยอก)
- กาเมสุมิจฉาจาร(การประพฤติผิดประเพณี เช่น คบชู้ ชิงสุกก่อนห่าม ขมขืนผู้อื่นที่ยังไม่จดทะเบียนสมรส-แม้จะสมยอมก็ตาม )
๒.๓.๒) การทำความชั่วทางวาจา มี ๔ ประการ
- มุสาวาท (การพูดเท็จ)
- ปิสุณาวาจา (การพูดส่อเสียด)
- ผรุสาวาท (การพูดคำหยาบ)
- สัมผัปปลาปะ (การพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ)
๒.๓.๓) การทำความชั่วทางกาย มี ๓ ประการ
- อภิชฌา (การคิดอยากได้ของผู้อื่น)
- พยาบาท (การคิดร้ายต่อผู้อื่น)
- มิจฉาทิฐิ (การเห็นผิดทำนองคลองธรรม เช่น การอกตัญญูเป็นการทำความดี)
๒.๔)อบายมุข๖ (หนทางการไปสู่ความเสื่อม)
- ติดสุราและของมึนเมา (ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท บ่อเกิดของโรค เสียชื่อเสียง ไม่รู้จักอาย สติปัญญาเสื่อมถอย -จัดว่าเป็นอบายมุข๔ ด้วย)
- ชอบเที่ยวกลางคืน (ทำให้ไม่รักลูกรักเมีย เสียทรัพย์ เป็นที่ระแวงของผู้อื่น มักถูกใส่ความ เป็นที่มาของความเดือดร้อนต่างๆ ครอบครัวแตกแยก)
- ชอบเที่ยวดูกาลเล่น (ถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่เป็นที่นับหน้าถือตา)
- ติดการพนัน (ชนะย่อมก่อเวรและแพ้ย่อยเสียดายทรัพย์ เสียทรัพย์ เป็นบุคคลไม่น่าเชื่อถือ เพื่อนฝูงดูหมิ่น ไม่มีผู้ใดอยากคบค้าสมาคมด้วยเกรงว่าจะเสียชื่อเสียงตามไปด้วย -จัดว่าเป็นอบายมุข๔ ด้วย)
- คบมิตรชั่ว (ทำให้ถูกมองเป็นคนชั่วไปด้วย เป็นอบายมุขที่ทำให้อบายมุขอื่นตามมา -จัดว่าเป็นอบายมุข๔ ด้วย)
- เกียจคร้านการงาน(ชีวิตตกต่ำไม่เจริญ เป็นที่อับอายของวงศ์ตระกูล ขัดสนในชีวิต)
+นักเลงหญิง เป็นอบายมุข๔ (หมายถึงบุคคลที่มั่วสุมทางเพศ ติดยาเสพติด ทำตัวชั่วเลวทราม)
๓)นิโรธ(หลักธรรมที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้า)
๓.๑)สามิสสุข (ความสุขจากวัตถุภายนอก)
- อัตถิสุข (ความสุขจาการมีทรัพย์)
- โภคสุข (ความสุขจาการใช้จ่ายทรัพย์)
- อนณสุข (ความสุขจาการไม่มีหนี้)
- อนวัชชสุข (ความสุขจาการได้ทำงานสุจริต)
๓.๒)นิรามิสสุข (ความสุขที่ไม่ใช่จากสุขภายนอก หรือสุขทางใจ)
- ขั้นต่ำ(การไม่กังวล การได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว ความสุขทั่วไป)
- ขั้นกลาง(ความสุขจาการที่ได้เสียสละ ทำความดี)
- ขั้นสูง(นิพพาน)
๔)มรรค(หลักธรรมที่นำไปสู่ความเจริญ)
..............เดี๋ยวจะพิมพ์เรื่องมรรคต่อนะค่ะ ช่วงนี้ไม่ว่าง................
